เข้าสู่ปีพุทธศักราช 2561 กันแล้ว เชื่อว่า ปีนี้หลายคนจะได้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ให้แก่ชีวิต แต่ก่อนที่จะก้าวเดินในปีนี้  ทางทีมข่าวการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม เดลินิวส์ ก็ขออัญเชิญพรอันมงคลของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) มามอบเป็นของขวัญปีใหม่แด่คนไทยทุกคน

สมเด็จพระสังฆราช ประทานส.ค.ส.เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พร้อมคำอำนวยพร ความว่า “สติมโต สทา ภทฺทํ หมายความว่า คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ  เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561ขอท่านจงเป็นผู้มีสติ เพื่อบรรลุถึงความเจริญทุกเมื่อเทอญ”

รับพรอันเป็นมงคลกันแล้ว มาย้อนรอยการทำงานด้านศาสนาและวัฒนธรรม ของกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ภายใต้การกุมบังเหียนของท่านวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม และพ่อบ้านกฤษศญพงษ์ ศิริ  ปลัดวธ. ขณะที่การทำงานของมหาเถรสมาคม(มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ภายใต้การดูแลของตำรวจน้ำดี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. กันว่าได้โชว์ผลงานอะไรกันไว้ และในปี 61 จะโชว์ไม้เด็ดอะไรโดนใจประชาชน

เริ่มกันที่งานวธ.ในรอบปี 60 ต้องขอชื่นชมหัวใจของเหล่าข้าราชการกระทรวงนี้ ตั้งแต่สำนักปลัดวธ. กรมศิลปากร(ศก.) กรมการศาสนา(ศน.) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) ที่ได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจทำงานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือ การก่อสร้าง “พระเมรุมาศ”

พระเมรุมาศ ที่ตั้งตระหง่านกลางท้องสนามหลวง ถือเป็นการโชว์ผลงานของช่างฝีมือไทยทั้ง 10 หมู่ หรือที่เรียกว่า ช่างสิบหมู่ ที่รวมงานฝีมือชั้นเลิศของชาติมาไว้ในสถานที่แห่งนี้ ที่เด็กรุนใหม่ควรเข้ามาเรียนรู้และสืบทอด หากไม่มีการสืบทอด ช่างสิบหมู่ ก็จะล้มหายตายจากไปจากผืนแผ่นดินไทย  ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่คงต้องฝากความหวังไว้กับรมว.วัฒนธรรมทุกคน และฝ่ายบริหารวธ.ให้หาวิธีคิดสร้างคนที่มีใจรักสืบสานงานช่างศิลป์ไทยจริงๆขึ้นมาให้ได้

อีกสิ่งที่ทำให้ประจักษ์ว่า งานช่างศิลป์ไทยยังอยู่ในหัวใจคนไทยจนกลายเป็นงานที่วิจิตรตระการตาสำหรับผู้พบเห็น โดยวัดได้จากการเปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ซึ่งมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ชาวต่างชาติให้ความสนใจเข้าชมมากกว่า 3 ล้านคน ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนถึง 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งครั้งนี้วธ.ถือว่า ฉกฉวยโอกาสเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่า เบื้องลึกเบื้องหลังการทำงานจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็ตาม แต่สุดท้ายภาพที่ออกมาก็คือ ประโยชน์ของประชาชน ต้องขอชื่นชมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่วธ.ทุกภาคส่วน เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่ทุ่มแรงกายใจมาดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนอย่างเต็มกำลัง และขอให้จงภาคภูมิใจว่า ได้อยู่ในหน่วยงานที่ทรงเกียรติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของสยามประเทศ

ชื่นชมกันพอหอมปากหอคอกันแล้ว มาดูเรื่องที่ควรนำมาปรับปรุงเห็นจะเป็นเรื่องการจัดทำหนังสือ 108 องค์พระปฏิมาพระพุทธรูปคู่แผ่นดิน ของกรมการศาสนาที่ร้อยวันพันปี ไม่เคยจ้างบริษัทออแกไนเซอร์ จัดงานดังกล่าว แถมหนังสือยังหลุดว่อนไปขายล่วงหน้าตามโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น และที่น่าขายหน้าประชาชีไม่น้อย คือ การขาดการตรวจสอบให้รอบคอบในการจัดพิมพ์ โดยแจกหนังสือที่มีตำหนิ มีเนื้อหาเพียง 3 หน้านอกจากนั้น 200 กว่าหน้าเป็นเพียงกระดาษเปล่าให้แก่ผู้ร่วมงาน จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นปลาเน่าของกรมการศาสนาส่งท้ายปี 

ส่วนอีกเรื่องตุ่นๆ กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่ก่อตั้งมาด้วยภาษีอากรของคนไทย ก็ยังไม่มีผลงานออกมาให้คนได้รู้จักว่า กองทุนนี้คือกองทุนอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนต้องแก้ปัญหา รวมทั้งผู้บริหารวธ.ต้องร่วมแรงร่วมใจผลักดันให้กองทุนนี้ทำประโยชน์แก่สังคม ไม่ใช่เอื้อให้แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากทำได้สำเร็จกองทุนนี้จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อสังคมและคุ้มค่าภาษีที่ประชาชนจ่ายไป

สำหรับเรื่องที่ประชาชนกล่าวขานถึงและอยากจะเห็นให้เกิดเป็นรูปธรรม คือ เรื่องของชุมชนคุณธรรม ที่เป็นความหวังในการสร้างชุมชนคนดี ที่ผ่านมาพ่อบ้านวธ.ทั้งผลักทั้งดัน ก็คงจะต้องออกแรงอีกพักใหญ่ เพราะเป็นเรื่องของนามธรรม คงจะต้องใช้เวลา เมื่อกลยุทธ์เก่าไม่ได้ผลก็ต้องใช้วิทยายุทธ์ใหม่เข้ามาต่อสู้  ที่สำคัญการเลือกคนให้ตรงกับงานก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะวธ.อยู่ในยุคที่ข้าราชการโตไม่ทัน ต้องดึงผู้บริหารส่วนภูมิภาคเข้ามานั่งแท่นผู้บริหารระดับรองอธิบดี อธิบดี ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนทำผลงานได้ดี บางคนทำได้แค่ผู้แทนเปิดงาน นับจากนี้คงเป็นการบ้านชิ้นสำคัญให้พ่อบ้านวธ. ได้ขบคิดอีกยกใหญ่ ในการเลือกคนให้ตรงกับงาน

ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างเบาๆในปี 60 ซึ่งปี61มีหลายเรื่องใหญ่ๆ ที่วธ.ได้ดำเนินการไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาพื้นที่ศูนย์วัฒนธรรมให้เป็นพื้นที่บริการระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการก่อสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยที่มีปัญหาค้างคามานาน แผนการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ในพื้นที่มรดกโลก เมืองประวัติศาสตร์  และเมืองบริวาร(สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร)  ปี 2561-2564  ด้วยงบประมาณ 1,115 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรี ยังได้ฝากให้ วธ.ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย หารือในประเด็นการสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่มรดกโลก ซึ่งเห็นว่า ควรให้ประชาชนอยู่ร่วมกับแหล่งมรดกโลกอย่างเหมาะสม ไม่บุกรุกพื้นที่ รวมถึงการก่อสร้างอาคารต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและระเบียบขององค์การยูเนสโกด้วย

จบเรื่องวัฒนธรรมมาดูผลงานของมหาเถรสมาคม(มส.)และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)กันบ้าง ในรอบปีที่ผ่านมาคณะสงฆ์สะบักสะบอมทั้งศึกภายในและศึกภายนอก สุดท้ายคณะสงฆ์ก็เลือกที่จะนั่งนิ่งๆอยู่ตรงจุดกึ่งกลาง ปรับตัวเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงในปี 61 โดยมส.ได้โหมโรงเผาหัวตั้งแต่ปีที่แล้วที่จะดำเนินการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ขัดหูขัดตาชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาจาระของพระภิกษุ สามเณร  ภาพของพระรวย ทรัพย์สินของวัด จัดระเบียบวัตถุมงคล หรือแม้แต่เรื่องของเงินทอนวัด ที่พระภิกษุ และเจ้าหน้าที่ของพศ.เข้าไปมีเอี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภาพเหล่านี้ในปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพลักษณ์ของมส.และคณะสงฆ์ โดยภาพรวมดูไม่สู้จะดีนัก แถมมีผู้รู้ในโลกโซเชียลมีเดียออกมาปล่อยข่าวต่างๆนานาทำเอาคณะสงฆ์อยู่ไม่ติด ทำให้เป๋กันไปอยู่พักใหญ่ กว่าที่จะตั้งหลักกันได้

ไม่เพียงเท่านั้น ภาพความขัดแย้งระหว่างการทำงานของมส.กับพ.ต.ท.พงศ์พร ในช่วงเข้ามาดำรงตำแหน่งผอ.พศ.ในครึ่งแรก ก็ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนถึงรัฐบาลไม่น้อย สุดท้ายผอ.พศ.ก็ถูกโยกย้ายไปพักหนึ่ง เพื่อปรับกระบวนทัพกันใหม่ ถึงขั้นรัฐบาลต้องยอมเสียหน้า กลับลำมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เปลี่ยนตัวผอ.พศ.จากมานัส ทารัตน์ใจ มาเป็นพงศ์พร คนเดิม แต่คราวนี้มาภาพลักษณ์ใหม่ ดูสงบเสงี่ยม ไม่แข็งกร้าวเหมือนตอนแรก พูดน้อยลงทำให้บรรยากาศทำงานระหว่างคณะสงฆ์กับพศ.เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อีกมุมสิ่งที่สังคมยังจับตามองไม่น้อย คือ บทบาทของมส. และเจ้าคณะปกครอง ที่ยังไม่เด็ดขาดกับพระภิกษุ สามเณรที่กระทำความผิด และระบบการพิจารณาโทษที่ยังช้าไม่ทันท่วงที เชื่อว่า หากคณะสงฆ์ปรับความเด็ดขาดในการลงโทษทางวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นแบบอย่างแล้ว สังคมที่จับจ้องก็จะเบาใจ ว่า คณะสงฆ์พูดจริง ทำจริง ไม่ใช่โอบอุ้มช่วยกันอย่างที่เขาว่ากันมา ถูกว่ากันตามถูก ผิดว่ากันตามผิดแล้ว ภาพลักษณ์คณะสงฆ์จะกลับมามีความน่าเชื่อถืออีกครั้ง

ในปี 2561 ยังคงต้องจับตาดูความร้อนแรงในแวดวงสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอนวัดว่า การจัดระเบียบความโปร่งใสในพศ.จะทำได้สำเร็จหรือไม่ คดีเงินทอนวัดจะมีพระ หรือเจ้าหน้าที่คนไหนจะต้องได้รับโทษอีก ในขณะที่การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ก็คงต้องจับตาว่า คณะสงฆ์จะออกคำสั่งอะไรเด็ดๆออกมาอีกหรือไม่ หลังจากจัดระเบียบวัตถุมงคลภายในวัดไปแล้ว รวมถึงการเตรียมวางกฎเข้มคัดคนเข้าบวชในพระพุทธศาสนา สมาร์ทการ์ดพระ การทำบัญชีเงินวัด การติดตามความคืบหน้าร่างพ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรมที่ยังคงติดปัญหาในบางมาตรา ที่ต้องจับตาสุดๆเห็นจะเป็นเรื่อง ที่พูดถึงกันในแวดวงคณะสงฆ์กันมาก คือ การปรับโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ว่า หวยจะออกมาอย่างไรในปีนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงน้ำจิ้มบางส่วนที่หยิบยกมาในรอบปี60 และปี 61 ก็ต้องจับตาแบบไม่กระพริบล็อกเป้าไปที่ฝ่ายบริหารว่าจะมีโครงการอะไรออกมาโดนใจชาวบ้านอีกหรือไม่ รวมทั้งวัดฝีมือแก้ปัญหาศาสนา วัฒนธรรม ที่บางเรื่องยังแก้ไม่ตก และยังคงต้องรอความหวังอัศวินขี่ม้าขาวมาทำให้วงการศาสนาวัฒนธรรมเข้มแข็ง และเสริมสร้างให้เด็กรุ่นใหม่รักในความเป็นชาติ รักในความเป็นไทย มีศีลธรรมอันดี ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีในอนาคต